fbpx
#สูตรน้ำหมัก

เปิดสูตรน้ำหมัก เกษตรกรดีเด่นผู้สร้างศูนย์เรียนรู้ชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น ท่าพิสูจน์ตัวอย่างความสำเร็จเกษตรอินทรีย์ หนี้หาย กำไรเพิ่ม สร้างความสุขอย่างยั้งยืน ตามศาสตร์พระราชา

เกษตรอินทรีย์ ถือเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีของเกษตรกรไทย ด้วยการ “ลด ละ เลิก”ใช้สารเคมี ไม่เพียงแต่ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้แล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งเกษตรกรที่ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 และหันหน้ามาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง จนประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเข่น คุณนลินทิพย์ อ่องสมบัติ เกษตรกรดีเด่นบ้านโนนแต้ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

คุณนลินทพิย์ อ่องสมบัติ

คุณนลินทิพย์ เริ่มนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต พร้อมเลิกใช้สารเคมีในการทำเกษตร เมื่อ 10 กว่าปีก่อน บอกว่า ก่อนหน้านั้นทำเกษตรแบบเดิมๆ ซึ่งชีวิตไม่มีความสุข แต่หลังจากทดรองทำตามแนวทางเกษตรพอเพียงในพื้นที่ 10 ไร่  ทั้งปลูกผัก ผลไม้ ไม้สวนครัว สมุนไพร ทำนา เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจรและไม่ใช้สารเคมี พบว่าสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างดี หนี้สินไม่มี ชีวิตจึงมีความสุข

 ช่วงแรกที่ทำเกษตรอินทรีย์ คุณนลินทิพย์ ได้วางแบบแผนทำเป็นเกษตรสมัยใหม่ทั้งระบบ เน้นทำการทำเกษตรแบบผสมผสานอินทรีย์ พร้อมแบ่งพื้นที่ในการปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้สวนครัว สมุนไพร ทำนา และเลี้ยงสัตว์ อย่างเป็นสัดส่วน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมใช้น้ำหมักที่ทำขึ้นเอง แทนสารเคมีทั้งหมด

คุณนลินทิพย์ บอกว่า การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทนสูง แต่หลังจากประสบความสำเร็จแล้ว จะสร้างความสุขให้กับชีวิตอย่างยั้งยืน เพราะในช่วงแรกอาจได้ผลผลิตไม่มาก แต่เมือสภาพดินปรับตัวเข้ากับอินทรีย์แล้ว จะสร้างมูลค่ามหาศาลต่อปี เนื่องจากผลผลิตออกเต็มเม็ดเต็มหน่วย ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้นั่นเอง

ทั้งนี้น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถทำเองได้ไม่ยุ่งยาก ต้นทุนต่ำ เพราะสามารถนำวัตถุดิบที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไปตามท้องไร่ท้องนา ไม่ว่าจะเป็นหญ้าแห้ง ใบไม้ พืชผัก เศษวัตถุดิบต่างๆที่เหลือใช้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

ทำปุ๋ยอินทรีย์แบบง่ายๆที่ทรงอนุภาพ

ส่วนผสม

1.ผลไม้ หรือ ผัก 3 ส่วน

2.กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน

3.หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน

4.น้ำสะอาด 10 ส่วน

วิธีทำ

1.ใส่ผลไม้ลงในภาชนะทึบแสงมีฝาปิด

2.ละลายน้ำกับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง เติมลงในภาชนะใส่ผลไม้คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3.เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ คนให้ทั่ว

4.ปิดฝาให้สนิทเก็บให้มิดชิดในที่ร่ม

5.ทิ้งไว้ 3 เดือน พร้อมเปิดใช้งาน

สัดส่วนการใช้

1/500 : สำหรับไม้ที่มีใบบาง

1/200 : สำหรับไม้ที่มีใบหนา หรือไม้ผล

1/200 : ปรับปรุงบำรุงดิน

1/100 : ไล่แมลงวัน

1/10 + เกลือ : ฆ่าหญ้า

แบบเข้มข้น : ราดชักโครงหรือพื้นห้องน้ำเพื่อดับกลิ่น และย่อยสลายสิ่งปฏิกูล

วิธีการทำสุดยอดปุ๋ยอินทรีย์แห้ง

ส่วนผสม

1.อินทรีย์วัตถุ เช่นใบไม้ หญ้า ฟาง 4 ส่วน

2.มูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน

3.รำ (ถ้ามี)

5.น้ำสะอาด + ปุ๋ยน้ำ

วิธีทำ

1.คลุกเคล้าอินทรีย์วัตถุกับมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก

2.โรยรำ และน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ (1/200)  คลุกเคล้าให้เข้ากัน (แค่พอชื้นๆไม่ต้องแฉะ)

3.ปิดคลุมทิ้งไว้ 3 สัปดาห์

4.กลับกองปุ๋ย ทำ 3 ครั้ง

5.นำเข้าพักไว้ในที่ร่ม เพื่อคลายความร้อน

การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองถือว่าเป็นทางออกของการทำการเกษตรสมัยใหม่นอกจากช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตแล้ว ยังจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ปลอดภัยและยังกลายเป็นกิจกรรมยามว่างร่วมกันภายในครอบครัว หรือ ในชุมชนได้อีกด้วย

เปิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์

ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จด้านทำเกษตรอินทรีย์ ช่วยโอบอุ้มให้ครอบครัว มีชีวิตที่ดีขึ้น คุณนลินทิพย์ ยังต้องการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย จึงเปิด ฟาร์มบ้านนอก” ตั้งอยู่ริมถนนเลี่ยงเมือง สายขอนแก่น-อุดรธานี พื้นที่บ้านโนนแต้ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์” สำหรับเยาวชนและผู้ที่สนใจวิถีชีวิตแบบพื้นบ้าน  ตามวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละสัปดาห์ทางศูนย์แห่งนี้จะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ สร้างความตื่นเต้นและสนุกสนานให้กับเด็กๆ”

คุณนลินทิพย์ บอกว่า กิจกรรมต่างๆภายในฟาร์ม เน้นเรียกความสนุกและเสียงหัวเราะ สร้างรอยยิ้ม ความสุข ให้กับเด็กๆและผู้ปกครอง ซึ่งฟาร์มได้จัดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพื้นบ้านตามศาสตร์พระราชา วิถีชีวิตแบบพอเพียง ทั้งการดำนาหว่าน นาโยน เพื่อให้ได้ข้าวมาสีไว้กินเอง การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ทั้งเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด รวมถึงการทำอาหารจากสิ่งที่ปลูกเอง เลี้ยงเอง เช่นการทำอาหารด้วยเมนูไข่ การทำส้มตำ การหุงข้าว การทำอาหารจากผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง โดยใช้ปุ๋ยจากไส้เดือนที่เลี้ยง  การเรียนรู้วิธีการสร้างบ้านดินให้เป็นที่อยู่อาศัย  ซึ่งล้วนแต่เป็นการใช้ชีวิตแบบพื้นบ้าน โดยที่ไม่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องและปลอดสารพิษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *