ทำความรู้จัก Water Footprint หรือ ‘รอยเท้าน้ำ’ ฉลากที่บ่งบอกว่าสินค้านั้นประหยัดน้ำแค่ไหนในกระบวนการผลิต ภาคเกษตรไทยจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ หากจะชนะใจผู้บริโภคสายรักษ์โลก

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ทั่วโลกในปัจจุบัน ต่างพากันตระหนักถึงปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะกับห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์อาหาร การเกษตร ที่ผู้บริโภคมักจะเลือกหาเอาผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบการปล่อยมลพิษต่อโลกมากยิ่งขึ้น ทิศทางการเลือกสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคของคนทั้งโลกเช่นนี้เอง ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะภาคการเกษตร จะต้องปรับทิศทางตามไปด้วย

เป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งในหัวใจหลักของการทำเกษตรก็คือ “น้ำ” และปัจจัยเรื่องน้ำนี้เอง ที่ปัจจุบันมันกลายเป็นพื้นฐานการตัดสินใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ว่าจะเลือกซื้อสินค้านั้นหรือไม่ หากทว่าสินค้านั้น มีการจัดการน้ำในกระบวนการผลิตที่ดี ประหยัด และใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน

เพราะด้วยว่าโลกในอนาคตมีการคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า น้ำอาจจะขาดแคลนอย่างหนัก และจะเกิดการแย่งชิงน้ำกันในหลายพื้นที่ หากว่ามนุษย์โลก และทุกกิจกรรม ทุกธุรกิจยังคงใช้น้ำกันอย่างสนุกมือในปัจจุบัน และเหมือนกับช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้บริโภคเองจึงหันทิศทางมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีความใส่ใจกับเรื่องน้ำด้วยเช่นกัน

กลไกการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเกิดขึ้น และโลกจึงได้รู้จักคำว่า Water Footprint หรือรอยเท้าน้ำ ซึ่งมันคือฉลากที่บ่งบอกผลิตภัณฑ์นั้นๆ ว่า มีการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิต หรือตลอดวัฏจักรของสินค้าผลิตภัณฑ์นั้นๆ เป็นจำนวนเท่าใด

Water Footprint จึงเป็นกลไกที่ชาญฉลาดทีเดียว เพราะมันจะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความตั้งใจของเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสินค้าออกมาว่าใส่ใจกับการใช้น้ำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันสะท้อนมาถึงการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยในต่างประเทศพบว่าฉลาก Water footprint กันอย่างแพร่หลายในหลายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้วย ซึ่งหลักการคือ หากมี Water footprint ที่มีค่าน้อย ก็บ่งบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีการใช้น้ำนการผลิตอย่างประหยัด ทำให้ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเลือกซื้อสินค้าที่ทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้อีกทางด้วย

ฉลาก Water Footprint เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้องค์กรระหว่างประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO), International Finance Corporation (IFC), World Wide Fund of Nature (WWF) และ The World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) จึงเข้ามาร่วมกันจัดการ ก่อนจะเกิดเป็นกลไกส่งเสริมการประหยัดน้ำในกลุ่มธุรกิจ ภาคการเกษตรที่เรียกว่า Water Footprint หรือรอยเท้าน้ำขึ้นมา

โลกต่างเริ่มการใช้ Water Footprint อย่างแพร่หลายแล้ว และประเทศไทยก็ต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับสินค้า ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เราส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้ง การส่งออกข้าว ไก่แปรรูป ยางพารา กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมากที่สุด 5 อันดับแรก ก็ต้องปรับตัวและวางแผนการใช้น้ำเพื่อกำกับในฉลาก Water Footprint เพื่อให้ค่าตัวนี้น้อยที่สุด เพราะค่าที่น้อยจะบ่งบอกได้ว่าสินค้านั้นใช้น้ำอย่างประหยัด อันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้สินค้าการเกษตรของไทยเดินได้ในตลาดโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *